|
นี่เป็นคำถามที่คุณกำลังถามตัวเองอยู่ว่า บ้านคุณจำเป็นต้องมีรางน้ำฝนด้วยหรือ
ถ้าจำเป็นทำไม โครงการที่ขายบ้านสำเร็จรูปจึงไม่ติดรางน้ำให้บ้านคุณเลยล่ะ
ทำไมวิศวกร สถาปนิก ไม่แนะนำคุณให้ติดรางน้ำฝน
โดยความเป็นจริงแล้ว รางน้ำฝนนั้นมีความสำคัญกับบ้าน เมืองฝนอย่างประเทศไทยอย่างมาก
แต่ที่โครงการใหญ่ๆ ไม่ติดรางน้ำฝนให้ลูกค้านั้น เพราะ รูปแบบที่จำกัดของรางน้ำฝนที่มีอยู่ในบ้านเรา
ที่จะมีประเภท สังกะสี สแตนเลส เหล็กชุบ อลูมิเนียม หรือแม้แต่
พีวีซี รูปแบบของรางน้ำฝนเหล่านี้นั้น ไม่เข้ากับรูปแบบของบ้าน
ทำให้บ้านของคุณไม่สวย ดังนั้น สถาปนิก จึงไม่แนะนำให้ลูกค้าติดรางน้ำฝน
แต่ถ้าจะทำจริงๆแล้ว ส่วนมาก ก็จะแนะนำให้ติดเป็น บัวปูน ไปเลย
แต่ข้อเสียของบัวปูนก็คือ มีน้ำหนักมาก ราคาแพง การดูแลรักษาลำบาก
เนื่องจากสถาปนิกไม่แนะนำลูกค้าให้เห็นถึงความสำคัญของรางน้ำฝน
ทำให้เจ้าของบ้านมองข้ามความจำเป็นของรางน้ำฝน
| แต่ว่าเคยไหมที่หน้าฝน นอกจากจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คุณปวดหัวจากการจราจรที่ติดขัดอย่างมากแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านยังต้องเจอปัญหาน้ำฝนที่ทำให้คุณปวดหัวเพิ่มขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการไหลซึมของน้ำฝนที่ไหลมาตามฝ้าเพดาน น้ำฝนที่ตกบนระเบียงเอ่อล้น
จนท่วมเข้าภายในตัวบ้าน คราบสกปรกของน้ำตามตัวบ้าน เชิงชาย
ซึ่งทำให้เชิงชายเป็นคราบดำสกปรก และบางครั้งก็เกิดเชื้อราตามผนังบ้าน
นอกจากนี้น้ำฝนที่ตกลงมาปริมาณมากยังทำลายสวนประดับ และชะล้างหน้าดิน
ทำให้เกิดช่องว่างของตัวบ้านกับดินที่ถมบริเวณรอบบ้าน และอีกมากมายสารพัดปัญหาที่เกิดจากน้ำฝน
|
|
ดังนั้นรางน้ำฝนจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้าน ซึ่งในระยะยาวแล้วจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาบ้านได้อย่างที่คุณคิดไม่ถึง
แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันคนไทยมักมองข้ามความสำคัญของรางน้ำฝน
แม้แต่ สถาปนิก วิศกร ก็มักไม่ได้ออกแบบบ้านสำหรับติดรางน้ำฝน
ซึ่งเมื่อหลังเจ้าของบ้านได้ประสบความเดือดร้อนจากน้ำฝน การติดรางน้ำฝนหลังจากบ้านสร้างเสร็จแล้ว
อาจทำลายความสวยงาม ภาพโดยรวมของบ้านได้ และบางครั้งอาจเกิดปัญหาเรื่องการติดตั้งที่ทำได้ยากขึ้น
เนื่องจากข้อจำกัดของหน้างานของบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว
 |
 |
| 1. |
ในกรณีที่บ้านกำลังก่อสร้างอยู่นั้น เจ้าของบ้านสามารถให้วิศกร
สถาปนิกที่ดูแล ออกแบบการวางท่อระบายน้ำให้ลงในกล่องชาร์ป
เพื่อความสวยงาม และไม่ให้มีท่อเกะกะตามตัวบ้าน นอกจากนี้การวางท่อในกล่องชาร์ป
คุณสามารถออกแบบการระบายน้ำให้ลงสู่ท่อน้ำทิ้งได้เลย เพื่อลดปัญหาปริมาณน้ำบริเวณรอบบ้าน |
| 2. |
ในกรณีที่บ้านสร้างเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านต้องปรึกษากับบริษัทรางน้ำฝน
ที่มีความเชี่ยวชาญ โดยการวางท่อนั้นต้องขึ้นอยู่กับหน้างาน
ความเหมาะสมของตัวบ้าน แต่ที่สำคัญที่สุดคือการคำนวนการระบายของน้ำ
ว่าจะสามารถไหลทัน ได้ตามจำนวนท่อระบายน้ำที่ติดตั้ง ในบางกรณีจ้าของบ้านยังสามารถขุดท่อฝังลงดินจากท่อระบายน้ำได้
ในบางจุดที่ลงน้ำติดสนามหญ้า เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นท่วมสนามหญ้า
และสวนประดับ |
| 3. |
ควรเลือกรางน้ำฝนที่มีความคงทน
ถาวร อายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 10-15 ปี เพราะการติดตั้งรางน้ำฝนนั้น
ต้องใช้ช่างเฉพาะทาง การติดตั้งทำได้ค่อนข้างลำบาก |
| 4. |
เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น ฝนตกชุก ควรเลือกรางน้ำฝนที่มีขนาดใหญ่เพื่อสามารถรองรับน้ำฝน
และระบายสู่ท่อระบายน้ำได้ทัน ขนาดของรางน้ำฝนและท่อระบายน้ำถือว่าส่วนสำคัญอยากมาก
เพราะถ้ารางน้ำ และท่อระบายน้ำมีขนาดใหญ่ คุณสามารถลดจำนวนจุดลงท่อระบายน้ำได้
เพื่อความสวยงาม และเป็นการประหยัดต้นทุน |
| 5. |
รูปร่างของรางน้ำสามารถบ่งบอก ปริมาณความจุของน้ำได้ โดยรางน้ำส่วนมากจะเป็นรูป
ป.ปลา ด้านหลังจะสั้นกว่าด้านหน้า เพื่อให้สามารถสอดเข้าไปใต้เชิงชายได้
ต้องเลือกรางน้ำที่มีด้านหลังสูงขึ้นมาพอสมควร เพราะถ้ารางน้ำด้านหลังตื้นแล้ว
การรับน้ำจะน้อยลง และเมื่อเกิดน้ำล้น น้ำจะไหลย้อนเข้าเชิงชาย
และบางครั้งอาจย้อนเข้าฝ้าเพดานได้ |
| 6. |
การยึดเกาะรางน้ำ ถือว่ามีความสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อเวลาฝนตกหนัก
น้ำปริมาณมากบนรางนั้นจะมีน้ำหนักมาก ถ้าการยึดเกาะของรางไม่แข็งแรง
ก็อาจทำให้รางน้ำแอ่นด้านหน้า หรือแม้แต่ทำให้ตะขอขายึดรับหลุดพังลงมาได้ทีเดียว
ดังนั้นคุณควรเลือกรางน้ำที่มีตัวรับยึดเกาะกับเชิงชายที่มีความแข็งแรง
|
| 7. |
การเชื่อมต่อของรางน้ำ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คุณไม่สามารถมองข้ามได้
เพราะรางน้ำฝนนั้นอยู่สูง ติดตั้งกับหลังคา การซ่อมแซมต้องอาศัยช่างรางน้ำเท่านั้น
จึงควรเลือกรางน้ำที่มีการเชื่อมต่อดี ไม่เกิดปัญหารั่วซึมบริเวณรอยต่อ
|
ปัจจุบันมีรางน้ำฝนให้เลือกมากขึ้น มีทั้งที่ทำจากสแตนเลส
สังกะสี เหล็ก อลูมิเนียม และไฟเบอร์กลาส โดยถ้าเปรียบเทียบคุณสมบัติแล้ว
ไฟเบอร์กลาสถือเป็นรางน้ำฝนที่ให้ความคงทน แข็งแรงได้ดีที่สุด
เพราะไฟเบอร์กลาสนั้นไม่ขึ้นสนิม สามารถเชื่อมต่อชิ้นงานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้
หมดปัญหาเรื่องการรั่วซึมบริเวณรอยต่อ นอกจากนี้ไฟเบอร์กลาสนั้นสามารถใช้งานได้ดีกับทุกสภาพภูมิประเทศ
และภูมิอากาศ อายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 20 ปี ทั้งยังสามารถขึ้นรูปให้เข้ากับบ้านได้
และลงสีในชิ้นงานได้ ทำให้สีไม่หลุดร่อนตลอดอายุการใช้งาน ราคาเมื่อเปรียบเทียบกับรางน้ำแบบอื่นๆแล้ว
ถือว่าไม่ต่างกันมากนัก อยู่ในระดับที่เจ้าของบ้านสามารถยอมรับได้
สแตนเลสและสังกะสี ถือเป็น รางน้ำที่มีมานาน แต่ข้อเสียของสังกะสีคือ
เกิดสนิม อายุการใช้งานสั้นกว่ารางน้ำอื่นๆ ส่วนสแตนเลสแม้มีอายุการใช้งานนานกว่า
ตัวสแตนเลสไม่ขึ้นสนิม แต่สนิมยังเกิดขึ้นได้บริเวณรอยต่อทำให้เกิดปัญหารั่วซึม
การซ่อมแซมทำได้ยาก และเมื่อต้องซ่อมบ่อยๆ การเชื่อมต่อของสแตนเลสจะไม่สามารถทำได้
รูปลักษณ์ของรางน้ำสังกะสีและสแตนเลสนั้นไม่สวยงาม ไม่เข้ากับบ้าน
นอกจากนี้ยังไม่สามารถทำสีลงไปในชิ้นงานได้ โดยเพียงแต่พ่นสีภายนอกเท่านั้น
ทำให้เกิดการหลุดร่อนของสีในเวลาต่อมา
ส่วนรางน้ำเหล็ก และอลูมิเนียม โดยมากเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
อายุการใช้งานถือว่านานพอสมควร แต่มีจุดด้อยตรงที่มีขนาดเล็ก
รางน้ำตื้น ปริมาณการรองรับน้ำน้อย ทำให้ไม่เพียงพอต่อปริมาณฝนที่ตกมากในประเทศไทย
บ้านที่คุณรักสามารถถูกรบกวนจากการกัดกร่อนของน้ำฝนโดยที่คุณคาดไม่ถึง
ในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับสภาวะฝนกรด ฝนกรดจะทำลายและกัดกร่อนบ้านของคุณอย่างรวดเร็ว
คุณจะเห็นได้ว่า รางน้ำฝนไม่ใช่อุปกรณ์ทันสมัย เพราะมีการใช้รางน้ำฝนมาแต่โบราณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบทวีปอเมริกา และยุโรป ซึ่งเห็นได้จากบ้าน
และอาคารสถาที่ต่างๆในต่างประเทศที่มีความแข็งแรง ทนทาน สวยงาม
และมีอายุการใช้งานยืนยาวนานกว่าบ้านในประเทศไทย
 |
 |
 |
เพื่อรวบรวมน้ำฝนจากหลังคาบ้านให้มารวมตัว และไหลลง ณ.
จุดที่ต้องการ |
 |
เพื่อป้องกันแปรชายน้ำหลังคาบ้าน ไม่ให้ผุกร่อนก่อนเวลาอันสมควร |
 |
เพื่อป้องกันคราบน้ำฝนที่ชะล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกจากหลังคาบ้าน
ไหลลงสู่ผนังบ้าน หน้าต่าง ประตู วงกบ และบริเวณบ้าน ทำให้เกิดคราบสกปรกตามผนังบ้าน
และอาจก่อให้เกิดเชื้อรา ร่วมถึงทำให้สีบ้านหม่นหมองก่อนเวลาอันสมควร |
 |
เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนตกกระเซ็นสู่บริเวณบ้านใกล้เคียง |
 |
น้ำที่ขังในดินปริมาณมากๆ รอบตัวบ้านอาจก่อให้เกิดปัญหาดินทรุด
ถ้าบ้านคุณไม่มีระบบการวางท่อน้ำที่ดีและยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย
เช่น การลื่นหกล้ม |
 |
น้ำฝนที่รวมตัวปริมาณมากบริเวณจั่วบ้าน ซึ่งกระแทกลงตามมุมบ้านที่มีสวน
และต้นไม้ อาจทำให้ต้นไม้ตายได้ เนื่องจาก น้ำขัง ทำให้รากเน่า
และแรงกระแทกของน้ำ จากที่สูง |
 |
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
ซ่อมแซมบ้าน และยังช่วยรักษาหน้าดินชั้นบน จากการชะล้างของน้ำฝน
|
|